เริ่มเลื่อนบทสวดอัตโนมัติ

pray_03_nw
บทสวดพิเศษ

บทขัดธัมมะจักกัปปะวัตตะนะสูตร

หมวดบทสวด : บทสวดพิเศษ
กลับสู่ด้านบน

อะนุตตะรัง อะภิสัมโพธิง

สัมพุชฌิต๎วา ตะถาคะโต

ปะฐะมัง ยัง อะเทเสสิ 

ธัมมะจักกัง อะนุตตะรัง

สัมมะเทวะ ปะวัตเตนโต 

โลเก อัปปะฏิวัตติยัง

ยัตถากขาตา อุโภ อันตา

ปะฏิปัตติ จะ มัชฌิมา

จะตูส๎วาริยะสัจเจสุ

วิสุทธัง ญาณะทัสสะนัง

เทสิตัง ธัมมะราเชนะ

สัมมาสัมโพธิกิตตะนัง

นาเมนะ วิสสุตัง สุตตัง

ธัมมะจักกัปปะวัตตะนัง

เวยยากะระณะปาเฐนะ

สังคีตันตัมภะเณมะ เสฯ

คำแปล

    พระตถาคตเจ้าได้ตรัสรู้ซึ่งพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว เมื่อจะทรงประกาศธรรมที่ใครๆ ยังมิได้ให้เป็นไปแล้วในโลก ให้เป็นไปโดยชอบแท้ ได้ทรงแสดงพระอนุตตรธรรมจักรใดก่อน คือในธรรมจักรใด พระองค์ตรัสซึ่งที่สุด ๒ ประการ และข้อปฏิบัติเป็นกลาง และปัญญาอันรู้เห็นอันหมดจดแล้วในอริยสัจทั้ง ๔ เราทั้งหลายจงสวดธรรมจักรนั้นที่พระองค์ผู้พระธรรมราชาทรงแสดงแล้ว ปรากฏโดยชื่อว่าธัมมจักกัปปวัตนสูตร เป็นสูตรประกาศพระสัมมาสัมโพธิญาณอันพระสังคีติกาจารย์ร้อยกรองไว้ โดยเวยยากรณปาฐะเทอญ

ธัมมะจักกัปปะวัตตะนะสูตร

หมวดบทสวด : บทสวดพิเศษ
กลับสู่ด้านบน

    เอวัมเม สุตังฯ เอกัง สะมะยัง ภะคะวา พาราณะสิยัง วิหะระติ อิสิปะตะเน มิคะทาเยฯ ตัต๎ระ โข ภะคะวา ปัญจะวัคคิเย ภิกขู อามันเตสิฯ
    เทว๎เม ภิกขะเว อันตา ปัพพะชิเตนะ นะ เสวิตัพพา โย จายัง กาเมสุ กามะสุขัลลิกานุโยโค หีโน คัมโม โปถุชชะนิโก อะนะริโย อะนัตถะ สัญหิโต โย จายัง อัตตะกิละมะถานุโยโค ทุกโข อะนะริโย อะนัตถะ สัญหิโตฯ
    เอเต เต ภิกขะเว อุโภ อันเต อะนุปะคัมมะ มัชฌิมา ปะฏิปะทา ตะถาคะเตนะ อะภิสัมพุทธา จักขุกะระณี ญาณะกะระณี อุปะสะมายะ อะภิญญายะ สัมโพธายะ นิพพานายะ สังวัตตะติฯ
    กะตะมา จะ สา ภิกขะเว มัชฌิมา ปะฏิปะทา ตะถาคะเตนะ อะภิสัมพุทธา จักขุกะระณี ญาณะกะระณี อุปะสะมายะ อะภิญญายะ สัมโพธายะ นิพพานายะ สังวัตตะติฯ
    อะยะเมวะ อะริโย อัฏฐังคิโก มัคโคฯ เสยยะถีทังฯ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปโป สัมมาวาจา สัมมากัมมันโต สัมมาอาชีโว สัมมาวายาโม สัมมาสะติ สัมมาสะมาธิฯ
    อะยัง โข สา ภิกขะเว มัชฌิมา ปะฏิปะทา ตะถาคะเตนะ อะภิสัมพุทธา จักขุกะระณี ญาณะกะระณี อุปะสะมายะ อะภิญญายะ สัมโพธายะ นิพพานายะ สังวัตตะติฯ
    อิทัง โข ปะนะ ภิกขะเว ทุกขัง อะริยะสัจจังฯ ชาติปิ ทุกขา ชะราปิ ทุกขา มะระณัมปิ ทุกขัง โสกะปะริเทวะทุกขะโทมะนัสสุปา ยาสาปิ ทุกขา อัปปิเยหิ สัมปะโยโค ทุกโข ปิเยหิ วิปปะโยโค ทุกโข ยัมปิจฉัง นะ ละภะติ ตัมปิ ทุกขัง สังขิตเตนะ ปัญจุปาทานักขันธา ทุกขาฯ
    อิทัง โข ปะนะ ภิกขะเว ทุกขะสะมุทะโย อะริยะสัจจังฯ ยายัง ตัณหา โปโนพภะวิกา นันทิราคะสะหะคะตา ตัต๎ระ ตัต๎ราภินันทินีฯ เสยยะถีทังฯ กามะตัณหา ภะวะตัณหา วิภะวะตัณหาฯ
    อิทัง โข ปะนะ ภิกขะเว ทุกขะนิโรโธ อะริยะสัจจังฯ โย ตัสสาเยวะ ตัณหายะ อะเสสะวิราคะนิโรโธ จาโค ปะฏินิสสัคโค มุตติ อะนา-ละโยฯ
    อิทัง โข ปะนะ ภิกขะเว ทุกขะนิโรธะคามินี ปะฏิปะทา อะริยะสัจจังฯ อะยะเมวะ อะริโย อัฏฐังคิโก มัคโคฯ เสยยะถีทังฯ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปโป สัมมาวาจา สัมมากัมมันโต สัมมาอาชีโว สัมมาวายาโม สัมมาสะติ สัมมาสะมาธิฯ
    อิทัง ทุกขัง อะริยะสัจจันติ เม ภิกขะเว ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิฯ
    ตัง โข ปะนิทัง ทุกขัง อะริยะสัจจัง ปะริญเญยยันติ เม ภิกขะเว ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิฯ
    ตัง โข ปะนิทัง ทุกขัง อะริยะสัจจัง ปะริญญาตันติ เม ภิกขะเว ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิฯ
    อิทัง ทุกขะสะมุทะโย อะริยะสัจจันติ เม ภิกขะเว ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิฯ
ตัง โข ปะนิทัง ทุกขะสะมุทะโย อะริยะสัจจัง ปะหาตัพพันติ เม ภิกขะเว ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิฯ
    ตัง โข ปะนิทัง ทุกขะสะมุทะโย อะริยะสัจจัง ปะหีนันติ เม ภิกขะเว ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิฯ
    อิทัง ทุกขะนิโรโธ อะริยะสัจจันติ เม ภิกขะเว ปุพเพ อะนะนุส สุเตสุ ธัมเมสุ จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิฯ
    ตัง โข ปะนิทัง ทุกขะนิโรโธ อะริยะสัจจัง สัจฉิกาตัพพันติ เม ภิกขะเว ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิฯ
    ตัง โข ปะนิทัง ทุกขะนิโรโธ อะริยะสัจจัง สัจฉิกะตันติ เม ภิกขะเว ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิฯ
    อิทัง ทุกขะนิโรธะคามินี ปะฏิปะทา อะริยะสัจจันติ เม ภิกขะเว ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิฯ
    ตัง โข ปะนิทัง ทุกขะนิโรธะคามินี ปะฏิปะทา อะริยะสัจจัง ภาเวตัพพันติ เม ภิกขะเว ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิฯ
    ตัง โข ปะนิทัง ทุกขะนิโรธะคามินี ปะฏิปะทา อะริยะสัจจัง ภาวิ ตันติ เม ภิกขะเว ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิฯ
    ยาวะกีวัญจะ เม ภิกขะเว อิเมสุ จะตูสุ อะริยะสัจเจสุ เอวันติปะริ วัฏฏัง ท๎วาทะสาการัง ยะถาภูตัง ญาณะทัสสะนัง นะ สุวิสุทธัง อะโหสิฯ
    เนวะ ตาวาหัง ภิกขะเว สะเทวะเก โลเก สะมาระเก ส๎พรัหมะเก สัสสะมะณะพ๎ราหมะณิยา ปะชายะ สะเทวะมะนุสสายะ อะนุตตะรัง สัมมาสัมโพธิง อะภิสัมพุทโธ ปัจจัญญาสิงฯ
    ยะโต จะ โข เม ภิกขะเว อิเมสุ จะตูสุ อะริยะสัจเจสุ เอวัน ติปะริวัฏฏัง ท๎วาทะสาการัง ยะถาภูตัง ญาณะทัสสะนัง สุวิสุทธัง อะโหสิฯ
    อะถาหัง ภิกขะเว สะเทวะเก โลเก สะมาระเก ส๎พรัหมะเก สัสสะมะณะพ๎ราห๎มะณิยา ปะชายะ สะเทวะมะนุสสายะ อะนุตตะรัง สัมมาสัมโพธิง อะภิสัมพุทโธ ปัจจัญญาสิงฯ
    ญาณัญจะ ปะนะ เม ทัสสะนัง อุทะปาทิ อะกุปปา เม วิมุตติ อะยะมันติมา ชาติ นัตถิทานิ ปุนัพภะโวติฯ
    อิทะมะโวจะ ภะคะวาฯ อัตตะมะนา ปัญจะวัคคิยา ภิกขู ภะคะวะโต ภาสิตัง อะภินันทุงฯ อิมัส๎มิญจะ ปะนะ เวยยากะระณัส๎มิง ภัญญะมาเน อายัส๎มะโต โกณฑัญญัสสะ วิระชัง วีตะมะลัง ธัมมะจักขุง อุทะปาทิ ยังกิญจิ สะมุทะยะธัมมัง สัพพันตัง นิโรธะธัมมันติฯ
    ปะวัตติเต จะ ภะคะวะตา ธัมมะจักเก ภุมมา เทวา สัททะมะ นุสสาเวสุง เอตัมภะคะวะตา พาราณะสิยัง อิสิปะตะเน มิคะทาเย อะนุตตะรัง ธัมมะจักกัง ปะวัตติตัง อัปปะฏิวัตติยัง สะมะเณนะ วา พ๎ราหมะเณนะ วา เทเวนะ วา ม๎าเรนะ วา พ๎รัหมุนา วา เกนะจิ วา โลกัสมินติฯ
    ภุมมานัง เทวานัง สัททัง สุต๎วา จาตุมมะหาราชิกา เทวา สัททะ มะนุสสาเวสุงฯ
    จาตุมมะหาราชิกานัง เทวานัง สัททัง สุต๎วา ตาวะติงสา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุงฯ
    ตาวะติงสานัง เทวานัง สัททัง สุต๎วา ยามา เทวา สัททะ มะนุสสาเวสุงฯ
    ยามานัง เทวานัง สัททัง สุต๎วา ตุสิตา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุงฯ
    ตุสิตานัง เทวานัง สัททัง สุต๎วา นิมมานะระตี เทวา สัททะมะนุสสาเวสุงฯ
    นิมมานะระตีนัง เทวานัง สัททัง สุต๎วา ปะระนิมมิตะวะสะ วัตตี เทวา สัททะมะนุสสาเวสุงฯ
    ปะระนิมมิตะวะสะวัตตีนัง เทวานัง สัททัง สุต๎วา พรัหมะกา ยิกา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุงฯ
    พ๎รัหมะกายิกานัง เทวานัง สัททัง สุต๎วา พ๎รัหมะปาริสัชชา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุงฯ
    พ๎รัหมะปาริสัชชานัง เทวานัง สัททัง สุต๎วา พ๎รัหมะปะโรหิตา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุงฯ
    พ๎รัหมะปะโรหิตานัง เทวานัง สัททัง สุต๎วา มะหาพ๎รัหมา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุงฯ
    มะหาพ๎รัหมานัง เทวานัง สัททัง สุต๎วา ปะริตตาภา เทวา สัททะ มะนุสสาเวสุงฯ
    ปะริตตาภานัง เทวานัง สัททัง สุต๎วา อัปปะมาณาภา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุงฯ
    อัปปะมาณาภานัง เทวานัง สัททัง สุต๎วา อาภัสสะรา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุงฯ
    อาภัสสะรานัง เทวานัง สัททัง สุต๎วา ปะริตตะสุภา เทวา สัททะ มะนุสสาเวสุงฯ
    ปะริตตะสุภานัง เทวานัง สัททัง สุต๎วา อัปปะมาณะสุภา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุงฯ
    อัปปะมาณสุภานัง เทวานัง สัททัง สุต๎วา สุภะกิณหะกา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุงฯ
    สุภะกิณหะกานัง เทวานัง สัททัง สุต๎วา เวหัปผะลา เทวา สัททะ มะนุสสาเวสุงฯ
    เวหัปผะลานัง เทวานัง สัททัง สุต๎วา อะวิหา เทวา สัททะมะนุสสา เวสุงฯ
    อะวิหานัง เทวานัง สัททัง สุต๎วา อะตัปปา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุงฯ
    อะตัปปานัง เทวานัง สัททัง สุต๎วา สทุ สั สา เทวา สทั ทะมะนสุ สาเวสงุ ฯ
    สทุ สั สานงั เทวานงั สทั ทงั สตุ ว๎ า สทุ สั สี เทวา สทั ทะมะนสุ สาเวสงุ ฯ
    สุทัสสีนัง เทวานัง สัททัง สุต๎วา อะกะนิฏฐะกา เทวา สัททะมะนุส สาเวสุงฯ
    เอตัมภะคะวะตา พาราณะสิยัง อิสิปะตะเน มิคะทาเย อะนุตตะรัง ธัมมะจักกัง ปะวัตติตัง อัปปะฏิวัตติยัง สะมะเณนะ วา พ๎ราหมะเณนะ วา เทเวนะ วา มาเรนะ วา พ๎รัหมุนา วา เกนะจิ วา โลกัสมินติฯ
    อิติหะ เตนะ ขะเณนะ เตนะ มุหุตเตนะ ยาวะ พ๎ราหมะโลกา สัทโท อัพภุคคัจฉิฯ อะยัญจะ ทะสะสะหัสสี โลกะธาตุ สังกัมปิ สัมปะกัมปิ สัมปะเวธิฯ อัปปะมาโณ จะ โอฬาโร โอภาโส โลเก ปาตุระโหสิ อะติกกัมเมวะ เทวานัง เทวานุภาวังฯ 
    อะถะโข ภะคะวา อุทานัง อุทาเนสิ อัญญาสิ วะตะ โก โกณฑัญโญ อัญญาสิ วะตะ โก โกณฑัญโญติฯ
    อิติหิทัง อายัส๎มะโต โกณฑัญญัสสะ อัญญาโกณฑัญโญ๎เตววะ นามัง อะโหสีติฯ

คำแปล

    ข้าพเจ้า (พระอานนท์) ได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เขตกรุงพาราณสี ณ ที่นั้นพระผู้มีพระภาคได้รับสั่งกับปัญจวัคคีย์ว่า ภิกษุทั้งหลาย ที่สุด ๒ อย่างนี้บรรพชิตไม่พึงเสพ กล่าวคือ
    ๑. กามสุขัลลิกานุโยคในกามทั้งหลาย (การหมกมุ่นอยู่ด้วยกามสุขในกามทั้งหลาย) เป็นสิ่งอันทราม เป็นของชาวบ้าน เป็นของปุถุชน ไม่ใช่ของพระอริยะ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์
    ๒. อัตตกิลมถานุโยค (การประกอบความลำบากเดือดร้อนแก่ตน)เป็นทุกข์ ไม่ใช่ของพระอริยะ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์
    ภิกษุทั้งหลาย มัชฌิมาปฏิปทาไม่เอียงเข้าใกล้ที่สุด ๒ อย่างนั้นตถาคตได้ตรัสรู้แล้ว อันเป็นปฏิปทาก่อให้เกิดจักษุ ก่อให้เกิดญาณเป็นไปเพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อพระนิพพาน
    ภิกษุทั้งหลาย ก็มัชฌิมาปฏิปทาที่ตถาคตได้ตรัสรู้แล้ว อันเป็นปฏิปทาก่อให้เกิดจักษุ ก่อให้เกิดญาณ เป็นไปเพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อพระนิพพานนั้นเป็นอย่างไรมัชฌิมาปฏิปทานั้นได้แก่ อริยมรรคมีองค์ ๘ นี้แหละ คือ
๑. สัมมาทิฏฐิ (เห็นชอบ)
๒. สัมมาสังกัปปะ (ดำริชอบ)
๓. สัมมาวาจา (เจรจาชอบ)
๔. สัมมากัมมันตะ (กระทำชอบ)
๕. สัมมาอาชีวะ (เลี้ยงชีพชอบ)
๖. สัมมาวายามะ (พยายามชอบ)
๗. สัมมาสติ (ระลึกชอบ)
๘. สัมมาสมาธิ (ตั้งจิตมั่นชอบ)
    ภิกษุทั้งหลาย นี้คือ มัชฌิมาปฏิปทานั้น ที่ตถาคตได้ตรัสรู้แล้วอันเป็นปฏิปทาก่อให้เกิดจักษุ ก่อให้เกิดญาณ เป็นไปเพื่อความสงบเพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อพระนิพพาน
    ภิกษุทั้งหลาย ข้อนี้เป็นทุกขอริยสัจ คือ แม้ความเกิดก็เป็นทุกข์แม้ความแก่ก็เป็นทุกข์ แม้ความเจ็บก็เป็นทุกข์ แม้ความตายก็เป็นทุกข์แม้ความโศก ความคร่ำครวญ ความทุกข์ โทมนัส ความคับแค้นใจก็เป็นทุกข์ ความประสบกับสิ่งอันไม่เป็นที่รักก็เป็นทุกข์ ความพลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รักก็เป็นทุกข์ ความไม่ได้สิ่งที่ปรารถนาก็เป็นทุกข์ โดยย่นย่ออุปทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์
    ภิกษุทั้งหลาย ข้อนี้เป็นทุกขสมุทัยอริยสัจ คือ ตัณหาอันทำให้เกิดอีก ประกอบด้วยความเพลิดเพลินและความกำหนัด มีปรกติให้เพลิดเพลินในอารมณ์นั้นๆ คือ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา
    ภิกษุทั้งหลาย ข้อนี้เป็นทุกขนิโรธอริยสัจ คือ ความดับตัณหาไม่เหลือด้วยวิราคะ ความสละ ความสละทิ้ง ความพ้น ความไม่อาลัยในตัณหา
    ภิกษุทั้งหลาย ข้อนี้เป็นทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ คือ อริยมรรคมีองค์ ๘ นี้แหละ คือ
๑. สัมมาทิฐิ
๒. สัมมาสังกัปปะ
๓. สัมมาวาจา
๔. สัมมากัมมันตะ
๕. สัมมาอาชีวะ
๖. สัมมาวายามะ
๗. สัมมาสติ
๘. สัมมาสมาธิ
    ภิกษุทั้งหลาย จักษุเกิดขึ้นแล้ว ญาณเกิดขึ้นแล้ว ปัญญาเกิดขึ้นแล้ว วิชชาเกิดขึ้นแล้ว แสงสว่างเกิดขึ้นแล้วในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยสดับมาก่อนว่า นี้ทุกขอริยสัจ
    ภิกษุทั้งหลาย จักษุเกิดขึ้นแล้ว ญาณเกิดขึ้นแล้ว ปัญญาเกิดขึ้นแล้ววิชชาเกิดขึ้นแล้ว แสงสว่างเกิดขึ้นแล้วในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยสดับมาก่อนว่า ทุกขอริยสัจนี้ ควรกำหนดรู้
    ภิกษุทั้งหลาย จักษุเกิดขึ้นแล้ว ญาณเกิดขึ้นแล้ว ปัญญาเกิดขึ้นแล้ววิชชาเกิดขึ้นแล้ว แสงสว่างเกิดขึ้นแล้วในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยสดับมาก่อนว่า ทุกขอริยสัจนี้ เราได้กำหนดรู้แล้ว
    ภิกษุทั้งหลาย จักษุเกิดขึ้นแล้ว ญาณเกิดขึ้นแล้ว ปัญญาเกิดขึ้นแล้ววิชชาเกิดขึ้นแล้ว แสงสว่างเกิดขึ้นแล้วในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยสดับมาก่อนว่า นี้ทุกขสมุทยอริยสัจ
    ภิกษุทั้งหลาย จักษุเกิดขึ้นแล้ว ญาณเกิดขึ้นแล้ว ปัญญาเกิดขึ้นแล้ววิชชาเกิดขึ้นแล้ว แสงสว่างเกิดขึ้นแล้วในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยสดับมาก่อนว่า ทุกขสมุทยอริยสัจนี้ ควรละเสีย
    ภิกษุทั้งหลาย จักษุเกิดขึ้นแล้ว ญาณเกิดขึ้นแล้ว ปัญญาเกิดขึ้นแล้ววิชชาเกิดขึ้นแล้ว แสงสว่างเกิดขึ้นแล้วในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยสดับมาก่อนว่า ทุกขสมุทยอริยสัจนี้ เราละได้แล้ว
    ภิกษุทั้งหลาย จักษุเกิดขึ้นแล้ว ญาณเกิดขึ้นแล้ว ปัญญาเกิดขึ้นแล้ววิชชาเกิดขึ้นแล้ว แสงสว่างเกิดขึ้นแล้วในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยสดับมาก่อนว่า นี้ทุกขนิโรธอริยสัจ
    ภิกษุทั้งหลาย จักษุเกิดขึ้นแล้ว ญาณเกิดขึ้นแล้ว ปัญญาเกิดขึ้นแล้ววิชชาเกิดขึ้นแล้ว แสงสว่างเกิดขึ้นแล้วในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยสดับมาก่อนว่า ทุกขนิโรธอริยสัจนี้ ควรทำให้แจ้ง
    ภิกษุทั้งหลาย จักษุเกิดขึ้นแล้ว ญาณเกิดขึ้นแล้ว ปัญญาเกิดขึ้นแล้ว วิชชาเกิดขึ้นแล้ว แสงสว่างเกิดขึ้นแล้วในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยสดับมาก่อนว่า ทุกขนิโรธอริยสัจนี้ เราได้ทำให้แจ้งแล้ว
    ภิกษุทั้งหลาย จักษุเกิดขึ้นแล้ว ญาณเกิดขึ้นแล้ว ปัญญาเกิดขึ้นแล้ว วิชชาเกิดขึ้นแล้ว แสงสว่างเกิดขึ้นแล้วในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยสดับมาก่อนว่า ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ
    ภิกษุทั้งหลาย จักษุเกิดขึ้นแล้ว ญาณเกิดขึ้นแล้ว ปัญญาเกิดขึ้นแล้ว วิชชาเกิดขึ้นแล้ว แสงสว่างเกิดขึ้นแล้วในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยสดับมาก่อนว่า ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจนี้ ควรให้เจริญ
    ภิกษุทั้งหลาย จักษุเกิดขึ้นแล้ว ญาณเกิดขึ้นแล้ว ปัญญาเกิดขึ้นแล้ว วิชชาเกิดขึ้นแล้ว แสงสว่างเกิดขึ้นแล้วในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยสดับ มาก่อนว่า ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจนี้ เราได้ให้เจริญแล้ว
    ภิกษุทั้งหลาย ญาณทัสสนะตามเป็นจริงของเราในอริยสัจ ๔ เหล่านี้ ๓ รอบ ๑๒ อาการ อย่างนี้ ยังไม่หมดจดดีตราบใด เราก็ยังไม่ยืนยันว่า เป็นผู้ตรัสรู้สัมมาสัมโพธิญาณอันยอดเยี่ยมในโลก กับทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดา และ
มนุษย์ตราบนั้น
    ภิกษุทั้งหลาย เมื่อใด ความรู้เห็นตามเป็นจริงของเราในอริยสัจ ๔ เหล่านี้ ๓ รอบ ๑๒ อาการ อย่างนี้ หมดจดดีแล้ว เมื่อนั้น เราจึงยืนยันได้ว่า เป็นผู้ตรัสรู้สัมมาสัมโพธิญาณอันยอดเยี่ยมในโลก กับทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์ ญาณทัสสนะเกิดขึ้นแก่เราว่า ความหลุดพ้นของเราไม่กำเริบ ชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย บัดนี้ ภพใหม่ไม่มีอีก พระผู้มีพระภาคได้ตรัสธัมมจักกัปปวัตตนสูตรนี้แล้ว ภิกษุปัญจวัคคีย์พอใจชื่นชมพุทธภาษิต
    เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสเวยยากรณ์นี้อยู่ ธรรมจักษุอันปราศจากธุลี ปราศจากมลทินได้เกิดแก่ท่านพระโกณฑัญญะว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งปวง มีความดับไปเป็นธรรมดา 
    ครั้นพระผู้มีพระภาคทรงประกาศพระธรรมจักรให้เป็นไปแล้ว ทวยเทพชั้นภุมมะกระจายข่าวว่า นั่นพระธรรมจักรอันยอดเยี่ยม พระผู้มีพระภาคทรงให้เป็นไปแล้ว ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เขตกรุงพาราณสี อันสมณะ พราหมณ์ เทวดา มาร พรหม หรือใดๆ ในโลกให้
หมุนกลับไม่ได้
    ทวยเทพชั้นจาตุมหาราช สดับเสียงของทวยเทพชั้นภุมมะ แล้วได้กระจายข่าวต่อไป ฯลฯ
    ทวยเทพชั้นดาวดึงส์ สดับเสียงของทวยเทพชั้นจาตุมหาราช แล้วได้กระจายข่าวต่อไป ฯลฯ
    ทวยเทพชั้นยามา...
    ทวยเทพชั้นดุสิต...
    ทวยเทพชั้นนิมมานรดี...
    ทวยเทพชั้นปรนิมมิตวสวัตดี...
    ทวยเทพที่นับเนื่องในหมู่พรหม...
    ทวยเทพชั้นพรหมปาริสัชชา...
    ทวยเทพชั้นพรหมปโรหิตา...
    ทวยเทพชั้นมหาพรหม...
    ทวยเทพชั้นปริตตาภา...
    ทวยเทพชั้นอัปปมาณาภา...
    ทวยเทพชั้นอาภัสสรา...
    ทวยเทพชั้นปริตตสุภา...
    ทวยเทพชั้นอัปปมาณสุภา...
    ทวยเทพชั้นสุภกิณหกา...
    ทวยเทพชั้นเวหัปผลา...
    ทวยเทพชั้นอวิหา...
    ทวยเทพชั้นอตัปปา...
    ทวยเทพชั้นสุทัสสา...
    ทวยเทพชั้นสุทัสสี...
    ทวยเทพชั้นอกนิฏฐภพสดับเสียงของเหล่าทวยเทพชั้นสุทัสสี แล้วก็กระจายข่าวว่านั่นพระธรรมจักรอันยอดเยี่ยม พระผู้มีพระภาคทรงประกาศแล้ว ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เขตกรุงพาราณสี อันสมณะพราหมณ์ เทวดา มาร พรหม หรือใครๆ ในโลกให้หมุนกลับไม่ได้
    เพียงครู่เดียวเท่านั้น เสียงป่าวประกาศได้กระจายขึ้นไปถึงพรหมโลก ด้วยประกาศฉะนี้
    โลกธาตุขนาดเล็กมีหมื่นจักรวาล ก็สั่นสะเทือนเลื่อนลั่นทั้งแสงสว่างอันเจิดจ้า หาประมาณมิได้ ก็ปรากฏในโลก ล่วงเทวานุภาพของเทวดาทั้งหลาย
    ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงเปล่งพระอุทานนี้ว่า ผู้เจริญทั้งหลาย โกณฑัญญะได้รู้แล้วหนอ ผู้เจริญทั้งหลาย โกณฑัญญะได้รู้แล้วหนอ ดังนั้น คำว่า อัญญาโกณฑัญญะ นี้ จึงได้เป็นชื่อของท่านพระโกณฑัญญะนั่นแล

โอวาทะปาติโมกขาทิปาโฐ

หมวดบทสวด : บทสวดพิเศษ
กลับสู่ด้านบน

    อุททิฏฐัง โข เตนะ ภะคะวะตา ชานะตา ปัสสะตา อะระหะตา สัมมาสัมพุทเธนะ, โอวาทะปาติโมกขัง ตีหิ คาถาหิ

ขันตี ปะระมัง ตะโป ตีติกขา
นิพพานัง ปะระมัง วะทันติ พุทธา
นะ หิ ปัพพะชิโต ปะรูปะฆาตี
สะมะโณ๒ โหติ ปะรัง วิเหฐะยันโต.

สัพพะปาปัสสะ อะกะระณัง 

กุสะลัสสูปะสัมปะทา

สะจิตตะปะริโยทะปะนัง 

เอตัง พุทธานะ สาสะนัง.

อะนูปะวาโท อะนูปะฆาโต 

ปาติโมกเข จะ สังวะโร

มัตตัญญุตา จะ ภัตตัส๎มิง 

ปันตัญจะ สะยะนาสะนัง

อะธิจิตเต จะ อาโยโค

เอตัง พุทธานะ สาสะนันติ.

    อะเนกะปะริยาเยนะ โข ปะนะ เตนะ ภะคะวะตา ชานะตา ปัสสะตา อะระหะตา สัมมาสัมพุทเธนะ, สีลัง สัมมะทักขาตัง สะมาธิ สัมมะทักขาโต ปัญญา สัมมะทักขาตา, 
    กะถัญจะ สีลัง สัมมะทักขาตัง ภะคะวะตา,เหฏฐิเมนะปิ ปะริยาเยนะ สีลัง สัมมะทักขาตัง ภะคะวะตา,อุปะริเมนะปิ ปะริยาเยนะ สีลัง สัมมะทักขาตัง ภะคะวะตา.กะถัญจะ เหฏฐิเมนะ ปะริยาเยนะ สีลัง สัมมะทักขาตัง ภะคะวะตา, อิธะ อะริยะสาวะโก ปาณาติปาตา ปะฏิวิระโต โหติ, อะทินนาทานา ปะฏิวิระโต โหติ, กาเมสุมิจฉาจารา ปะฏิวิระโต โหติ, มุสาวาทาปะฏิวิระโต โหติ, สุราเมระยะมัชชะปะมาทัฏฐานา ปะฏิวิระโต โหตีติ; เอวัง โข เหฏฐิเมนะ ปะริยาเยนะ สีลัง สัมมะทักขาตัง ภะคะวะตา.
    กะถัญจะ อุปะริเมนะ ปะริยาเยนะ สีลัง สัมมะทักขาตัง ภะคะวะตา. อิธะ ภิกขุ สีละวา โหติ, ปาติโมกขะสังวะระสังวุโต วิหะระติ อาจาระโคจะระสัมปันโน, อะณุมัตเตสุ วัชเชสุ ภะยะทัสสาวี สะมาทายะ สิกขะติ สิกขาปะเทสูติ; เอวัง โข อุปะริเมนะ ปะริยาเยนะ สีลัง สัมมะทักขาตัง ภะคะวะตา.
    กะถัญจะ สะมาธิ สมั มะทักขาโต ภะคะวะตา, เหฏฐิเมนะปิ ปะริยาเยนะ สะมาธิ สัมมะทักขาโต ภะคะวะตา, อุปะริเมนะปิ ปะริยาเยนะ สะมาธิ สัมมะทักขาโต ภะคะวะตา.
    กะถัญจะ เหฏฐิเมนะ ปะริยาเยนะ สะมาธิ สัมมะทักขาโต ภะคะวะตา. อิธะ อะริยะสาวะโก โวสสัคคารัมมะณัง กะริต๎วา ละภะติ สะมาธิง ละภะติ จิตตัสเสกัคคะตันติ; เอวัง โข เหฏฐิเมนะ ปะริยา เยนะ สะมาธิ สัมมะทักขาโต ภะคะวะตา.
    กะถัญจะ อุปะริเมนะ ปะริยาเยนะ สะมาธิ สัมมะทักขาโต ภะคะวะตา. อิธะ ภิกขุ วิวิจเจวะ กาเมหิ วิวิจจะ อะกุสะเลหิ ธัมเมหิ,สะวิตักกัง สะวิจารัง วิเวกะชัมปีติสุขัง ปะฐะมัง ฌานัง อุปะสัมปัชชะ วิหะระติ, วิตักกะวิจารานัง วูปะสะมา, อัชฌัตตัง สัมปะสาทะนัง เจตะโส เอโกทิภาวัง อะวิตักกัง อะวิจารัง, สะมาธิชัมปีติสุขัง ทุติยัง
ฌานัง อุปะสัมปัชชะ วิหะระติ, ปีติยา จะ วิราคา อุเปกขะโก จะ วิหะระติ สะโต จะ สัมปะชาโน, สุขัญจะ กาเยนะ ปะฏิสังเวเทติ, ยันตัง อะริยา อาจิกขันติ อุเปกขะโก สะติมา สุขะวิหารีติ, ตะติยัง ฌานัง อุปะสัมปัชชะ วิหะระติ. สุขัสสะ จะ ปะหานา ทุกขัสสะ จะ ปะหานา, ปุพเพวะ โสมะนัสสะ โทมะนัสสานัง อัตถังคะมา, อะทุกขะมะสุขัง อุเปกขาสะติปาริสุทธิง, จะตุตถัง ฌานัง อุปะสัมปัชชะ วิหะระตีติ; เอวัง โข อุปะริเมนะ ปะริยาเยนะ สะมาธิ สัมมะทักขาโต ภะคะวะตา.
    กะถัญจะ ปัญญา สัมมะทักขาตา ภะคะวะตา, เหฏฐิเมนะปิ ปะริยาเยนะ ปัญญา สัมมะทักขาตา ภะคะวะตา, อุปะริเมนะปิ ปะริยา เยนะ ปัญญาสัมมะทักขาตา ภะคะวะตา.
    กะถัญจะ เหฏฐิเมนะ ปะริยาเยนะ ปัญญา สัมมะทักขาตา ภะคะ วะตา. อิธะ อะริยะสาวะโก ปัญญะวา โหติ, อุทะยัตถะคามินิยา ปัญญายะ สะมันนาคะโต, อะริยายะ นิพเพธิกายะ สัมมาทุกขักขะยะคามินิยาติ; เอวัง โข เหฏฐิเมนะ ปะริยาเยนะ ปัญญา สัมมะทักขาตา ภะคะวะตา.
    กะถัญจะ อุปะริเมนะ ปะริยาเยนะ ปัญญา สัมมะทักขาตา ภะคะวะตา. อิธะ ภิกขุ อิทัง ทุกขันติ ยะถาภูตัง ปะชานาติ, อะยัง ทุกขะสะมุทะโยติ ยะถาภูตัง ปะชานาติ. อะยัง ทุกขะนิโรโธติ ยะถาภูตัง ปะชานาติ. อะยัง ทุกขะนิโรธะคามินีปะฏิปะทาติ ยะถาภูตัง ปะชานาตีติ; เอวัง โข อุปะริเมนะ ปะริยาเยนะ ปัญญา สัมมะ ทักขาตา ภะคะวะตา.
    สีละปะริภาวิโต สะมาธิ มะหัปผะโล โหติ มะหานิสังโส, สะมาธิ ปะริภาวิตา ปัญญา มะหัปผะลา โหติ มะหานิสังสา, ปัญญาปะริภาวิตัง จิตตัง สัมมะเทวะ อาสะเวหิ วิมุจจะติ. เสยยะถีทัง; กามาสะวา ภะวาสะวา อะวิชชาสะวา. ภาสิตา โข ปะนะ ภะคะวะตา ปะรินิพพานะสะมะเย อะยัง ปัจฉิมะวาจา : หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว, วะยะ ธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถาติ. ภาสิตัญจิทัง ภะคะวะตา : เสยยะถาปิ ภิกขะเว ยานิ กานิจิ ชังคะลานัง ปาณานัง ปะทะชาตานิ, สัพพานิ ตานิ หัตถิปะเท สะโมธานัง คัจฉันติ, หัตถิปะทัง เตสัง อัคคะ มักขายะติ, ยะทิทัง มะหันตัตเตนะ. เอวะเมวะ โข ภิกขะเว เยเกจิ กุสะลา ธัมมา, สัพเพ เต อัปปะมาทะมูละกา อัปปะมาทะสะโมสะระณา, อัปปะ มาโท เตสัง อัคคะมักขายะตีติ. ตัสมาติหัมเหหิ สิกขิตัพพัง. ติพพา เปกขา ภะวิสสามะ, อะธิสีละสิกขาสะมาทาเน, อะธิจิตตะสิกขาสะมา ทาเน, อะธิปัญญาสิกขาสะมาทาเน, อัปปะมาเทนะ สัมปาเทสสามาติ; เอวัญหิ โน สักขิตัพพัง.

คำแปล

    พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้ตรัสรู้แล้วเองโดยชอบ พระองค์นั้น ทรงรู้ทรงเห็นแล้ว ทรงแสดงโอวาทะปาฏิโมกข์ขึ้นแล้ว ด้วยคาถา ๓ บทว่า
    ขันติ คือความอดกลั้น เป็นตบะอย่างยิ่ง, พระพุทธเจ้าทั้งหลายกล่าวว่านิพพาน เป็นบรมธรรม, ผู้ทำร้ายคนอื่น ไม่ชื่อว่าเป็นบรรพชิต, ผู้เบียดเบียนคนอื่น ไม่ชื่อว่าเป็นสมณะ
    การไม่ทำชั่วทั้งปวง ๑ การบำเพ็ญแต่ความดี ๑ การทำจิตต์ของตนให้ผ่องใส ๑ นี้เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย
    การไม่กล่าวร้าย ๑ การไม่ทำร้าย ๑ ความสำรวมในปาฏิโมกข์ ๑ ความเป็นผู้รู้จักประมาณในอาหาร ๑ ที่นั่งนอนอันสงัด ๑ ความเพียรในอธิจิตต์ ๑ นี้เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย
    พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ตรัสศีล สมาธิ ปัญญา ไว้โดยชอบแล้ว โดยอเนกปริยาย ก็พระผู้มีพระภาค ตรัสถึงศีลไว้โดยชอบแล้ว อย่างไร พระองค์ตรัสไว้โดยชอบแล้ว โดยบรรยายเบื้องต่ำบ้าง โดยบรรยายเบื้องสูงบ้าง พระผู้มีพระภาค ตรัสถึงศีลไว้แล้วโดยชอบ โดยบรรยายเบื้องต่ำอย่างไร ตรัสโดยชอบแล้วอย่างนี้ว่า อริยสาวกในพระศาสนานี้ เว้นขาดจากปาณาติบาต อทินนาทาน กาเมสุมิจฉาจาร มุสาวาท และการดื่มสุราเมรัย อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท
    พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสถึงศีลไว้โดยชอบแล้ว โดยบรรยายอย่างสูงอย่างไร พระองค์ตรัสแล้วอย่างนี้ว่า ภิกษุในธรรมวินัยนี้ มีศีลสำรวมในพระปาฏิโมกข์ สมบูรณ์ด้วยอาจาระ (ความประพฤติ) และโคจร (ที่บิณฑบาตเลี้ยงชีพ) อยู่ เห็นภัยในโทษเล็กน้อย สมาทานศึกษาในสิกขาบททั้งหลาย พระผู้มีพระภาค ตรัสแสดงสมาธิไว้โดยชอบแล้วอย่างไร พระองค์ ตรัสไว้โดยชอบแล้ว ทั้งโดยบรรยายอย่างต่ำและโดยบรรยายอย่างสูง พระผู้มีภาคเจ้า ตรัสสมาธิไว้โดยชอบแล้ว โดยบรรยายอย่างต่ำอย่างไร
    พระองค์ตรัสไว้แล้วอย่างนี้ว่า อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ ทำการสละอารมณ์ได้แล้ว ได้สมาธิ ได้ความที่จิตเป็นเอกัคคตา (มีอารมณ์เลิศเป็นหนึ่งคือไม่ฟุ้งซ่าน) พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสสมาธิไว้โดยชอบแล้ว โดยบรรยายอย่างสูงอย่างไร พระองค์ตรัสแล้วอย่างนี้ว่า ภิกษุในธรรมวินัยนี้ สงัดจากกามทั้งหลาย สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว บรรลุปฐมฌาน มีวิตกวิจาร มีปีติและสุขที่เกิดจากวิเวกอยู่ เธอบรรลุทุติยฌาน มีความผ่องใสแห่งใจเป็นไปในภายใน เป็นธรรมอันเกิดผุดขึ้น ไม่มีวิตกวิจารเพราะสงบวิตกวิจารไว้ได้ มีปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิอยู่ เธอเป็นผู้วางเฉย เพราะปีติหมดไป มีสติสัมปชัญญะอยู่ เสวยสุขด้วยนามกายบรรลุตติยฌาน ซึ่งพระอริยบุคคลทั้งหลายกล่าวว่าเป็นผู้วางเฉย มีสติ มีปกติอยู่ด้วยสุขวิหารธรรม (คือธรรมะเครื่องให้อยู่อย่างสงบสุข) เธอบรรลุจตุตถฌาน อันไร้ทุกข์ไร้สุข มีอุเบกขาและความบริสุทธิ์แห่ง
สติ เพราะละสุขทุกข์เสียได้ เพราะดับโสมนัส (ความดีใจ) และโทมนัส (ความเสียใจ) ตั้งแต่ตอนแรกเสียได้
    พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสปัญญาไว้โดยชอบแล้วอย่างไร พระองค์ตรัสไว้ชอบแล้ว ทั้งโดยบรรยายอย่างต่ำ และโดยบรรยายอย่างสูง พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสปัญญาไว้โดยชอบแล้ว โดยบรรยายอย่างต่ำอย่างไร พระองค์ตรัสไว้โดยชอบแล้วอย่างนี้ว่า อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีปัญญา พร้อมด้วยปัญญาเครื่องดับกิเลส ปัญญาเครื่องแทงกิเลส ชั้นยอด อันเป็นเครื่องให้ถึงความสิ้นทุกข์ได้อย่างดี พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสปัญญาไว้โดยชอบแล้ว โดยบรรยายอย่างสูงไว้อย่างไร พระองค์ตรัสไว้แล้วโดยชอบ อย่างนี้ว่า ภิกษุในธรรมวินัยนี้ รู้ชัดความเป็นจริง
ว่า นี้ทุกข์ นี้สมุทัย เหตุเกิดทุกข์ นี้ทุกขนิโรธ ความดับทุกข์ นี้ทุกขนิโรธ คามีนีปฏิปทา ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ ดังนี้
    สมาธิที่ศีลอบรมมีผลานิสงส์ยิ่งใหญ่ ปัญญาที่สมาธิอบรมมีผลานิสงส์ยิ่งใหญ่ จิตที่ปัญญาอบรม ย่อมพ้นจากอาสวะกิเลส คือ อาสวะที่เกิดจากกาม อาสวะที่เกิดจากภพ อาสวะที่เกิดจากอวิชชา ก็ในเวลาใกล้เสด็จดับขันธปรินิพพาน พระผู้มีพระภาค ตรัสพระวาจาเป็นครั้งสุดท้าย (ปัจฉิมวาจา) ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราขอเตือนพวกเธอ สังขารทั้งหลาย มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา ขอพวกเธอจงยังชีวิตให้สมบูรณ์ ด้วยความไม่ประมาทเถิด พระองค์ตรัสเปรียบเทียบไว้ดังนี้ว่า ภิกษุทั้งหลาย รอยเท้าของสัตว์ทั้งหลายที่คืบคลานไปบนแผ่นดิน รอยเท้าเหล่านั้นทุกชนิดรวมลงที่รอยเท้าช้าง บัณฑิตกล่าวว่า รอยเท้าช้างเป็นยอดแห่งรอยเท้าเหล่านั้น เพราะว่าใหญ่ข้อนี้ฉันใด
    ดูกรภิกษุทั้งหลาย กุศลธรรมทั้งหลายเหล่าใดเหล่าหนึ่ง เหล่านั้นทั้งหมดมีความไม่ประมาท เป็นเค้ามูล รวมลงที่ความไม่ประมาท บัณฑิตกล่าวความไม่ประมาทว่า เป็นยอดแห่งกุศลธรรมเหล่านั้น ฉะนั้นเพราะเหตุนั้น พวกเราพึงทำความศึกษาว่า เราจักเป็นผู้มีความมุ่งหวัง
อย่างแรงกล้า จักทำชีวิตให้สมบูรณ์ด้วยความไม่ประมาทในการศึกษาสมาทานในอธิศีล ในอธิจิต ในอธิปัญญา

บทสวดพระคาถาชินบัญชร

หมวดบทสวด : บทสวดพิเศษ
กลับสู่ด้านบน

ของ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พฺรหฺมรํสี)

ชะยาสะนากะตา พุทธา

เชตะวา มารัง สะวาหะนัง

จะตุสัจจาสะภัง ระสัง

เย ปิวิงสุ นะราสะภา

ตัณหังกะราทะโย พุทธา

อัฏฐะวีสะติ นายะกา

สัพเพ ปะติฏฐิตา มัยหัง

มัตถะเก เต มุนิสสะรา

สีเส ปะติฏฐิโต มัยหัง

พุทโธ ธัมโม ทะวิโลจะเน

สังโฆ ปะติฏฐิโต มัยหัง

อุเร สัพพะคุณากะโร

หะทะเย จะ อะนุรุทโธ

สารีปุตโต จะ ทักขิเณ

โกณฑัญโญ ปิฏฐิภาคัสมิง 

โมคคัลลาโน จะ วามะเก

ทักขิเณ สะวะเน มัยหัง

อาสุง อานันทะราหุลา

กัสสะโป จะ มะหานาโม

อุภาสุง วามะโสตะเก

เกสันเต ปิฏฐิภาคัส๎มิง 

สุริโยวะ ปะภังกะโร

นิสินโน สิริสัมปันโน

โสภิโต มุนิปุงคะโว

กุมาระกัสสะโป เถโร

มะเหสี จิตตะวาทะโก

โส มัยหัง วะทะเน นิจจัง

ปะติฏฐาสิ คุณากะโร

ปุณโณ อังคุลิมาโล จะ

อุปาลีนันทะสีวะลี

เถรา ปัญจะ อิเม ชาตา

นะลาเฏ ติละกา มะมะ

เสสาสีติ มะหาเถรา

ชิตะวันโต ชิโนระสา

ชะลันตา สีละเตเชนะ

อังคะมังเคสุ สัณฐิตา

ระตะนัง ปุระโต อาสิ 

ทักขิเณ เมตตะสุตตะกัง

ธะชัคคัง ปัจฉะโต อาสิ

วาเม อังคุลิมาละกัง

ขันธะโมระปะริตตัญจะ

อาฏานาฏิยะสุตตะกัง

อากาเส ฉะทะนัง อาสิ

เสสา ปาการะสัณฐิตา

ชินานาวะระสังยุตตา

สัตตัปปาการะลังกะตา

วาตะปิตตาทิสัญชาตา 

พาหิรัชฌัตตุปัททะวา

อะเสสา วินะยัง ยันตุ 

อะนันตะชินะเตชะสา

วะสะโต เม สะกิจเจนะ 

สะทา สัมพุทธะปัญชะเร

ชินะปัญชะระมัชฌัมหิ 

วิหะรันตัง มะหีตะเล

สะทา ปาเลนตุ มัง สัพเพ

เต มะหาปุริสาสะภา

อิจเจวะมันโต

สุคุตโต สุรักโข

ชินานุภาเวนะ

ชิตุปัททะโว

ธัมมานุภาเวนะ

ชิตาริสังโฆ

สังฆานุภาเวนะ

ชิตันตะราโย

สัทธัมมานุภาวะปาลิโต

จะรามิ ชินะปัญชะเรติ.

คำแปล

    พระพุทธเจ้าผู้องอาจในหมู่นรชนประทับนั่งแล้วบนชัยบัลลังก์ ทรงพิชิตพระยามารผู้พรั่งพร้อมด้วยเสนามาร แล้วเสวยอมตรส คือ อริยสัจธรรมทั้ง ๔ ประการ เป็นผู้นำทั้ง ๓ โลก ๒๘ พระองค์ มีพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า ตัณหังกร เป็นอาทิ พระพุทธเจ้าผู้จอมมุนี ทั้งหมดนั้น ข้าพระพุทธเจ้าขออัญเชิญมาประดิษฐานเหนือเศียรเกล้า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าประดิษฐานอยู่บนศีรษะ พระธรรมอยู่ที่ดวงตา ทั้งสอง พระสงฆ์ผู้เป็นบ่อเกิดแห่งสรรพคุณอยู่ที่อก พระอนุรุทธะอยู่ที่ใจ พระสารีบุตรอยู่เบื้องขวา พระโมคคัลลานะอยู่เบื้องซ้าย พระอัญญาโกณฑัญญะอยู่เบื้องหลัง พระอานนท์กับพระราหุลอยู่ที่หูขวา พระกัสสปะกับพระมหานามะอยู่ที่หูซ้าย มุนีผู้ประเสริฐ คือพระโสภิตะผู้สมบูรณ์ ด้วยสิริดังพระอาทิตย์ส่องแสงอยู่เบื้องหลังถัดไปแต่ชายผม พระเถระกุมารกัสสปะผู้แสวงบุญทรงคุณอันวิเศษมีวาทะอันวิจิตรไพเราะอยู่ปาก พระปุณณะ พระอังคุลิมาล พระอุบาลี พระนันทะ และพระสีวลี พระเถระ ทั้ง ๕ นี้เกิดเป็นรอยเจิมที่หน้าผาก ส่วนพระอสีติมหาเถระที่เหลือ ผู้มีชัยเป็นโอรสเป็นสาวกของพระพุทธเจ้าผู้ทรงชัย แต่ละองค์ล้วนรุ่งเรืองไพโรจน์ด้วยเดชแห่งศีล อยู่ทั่วทั้งอวัยวะน้อยใหญ่ รัตนสูตรอยู่เบื้องหน้า เมตตสูตรอยู่เบื้องหลัง ขันธปริตร โมรปริตร อาฏานาฏิยสูตรเป็นเครื่องกางกั้นดุจหลังคาอยู่บนอากาศ ปริตรที่เหลือเป็นกำแพง พระชินเจ้าทั้งหลาย ผู้ประกอบพร้อมด้วยกำลังนานาชนิด มาตั้งล้อมเป็นกำแพง คุ้มครองเจ็ดชั้น ด้วยเดชแห่งพระอนันตชินเจ้า ไม่ว่าจะทำกิจการใดๆ เมื่อข้าพระพุทธเจ้าเข้าอาศัยอยู่ ในพระบัญชรแวดวงกลมล้อมแห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ขออุปัทวะทั้งภายนอกและภายใน อันเกิดแต่โรคร้าย คือ โรคลมและโรคดี เป็นต้น จงพินาศไปอย่าได้เหลือ ขอพระมหาบุรุษผู้ทรงพระคุณอันเลิศทั้งปวงนั้น จงอภิบาลข้าพระพุทธเจ้า ผู้อยู่ ณ ภาคพื้น ท่ามกลางพระชินบัญชร ข้าพระพุทธเจ้าได้รับการคุ้มครอง
ปกปักรักษาภายในเป็นอันดี ฉะนี้แล ด้วยอานุภาพแห่งพระชินพุทธเจ้า ขอข้าพระพุทธเจ้าชนะได้ซึ่งอุปัทวันตรายใดๆ ด้วยอานุภาพแห่งพระธรรม ขอข้าพระพุทธเจ้าชนะศึกศัตรู ด้วยอานุภาพแห่งพระสงฆ์ขอข้าพระพทุธเจ้าชนะอันตรายทั้งปวง ข้าพระพุทธเจ้าได้รับการอภิบาล
ด้วยคุณานุภาพแห่งสัทธรรม ปฏิบัติอยู่ในพระชินบัญชรเทอญ