เริ่มเลื่อนบทสวดอัตโนมัติ

ระตะนะสูตร

    ยานีธะ ภูตานิ สะมาคะตานิ
ภุมมานิ วา ยานิวะ อันตะลิกเข
สัพเพวะ ภูตา สุมะนา ภะวันตุ
อะโถปิ สักกัจจะ สุณันตุ ภาสิตัง
ตัส๎มา หิ ภูตา นิสาเมถะ สัพเพ
เมตตัง กะโรถะ มานุสิยา ปะชายะ
ทิวา จะ รัตโต จะ หะรันติ เย พะลิง
ตัส๎มา หิ เน รักขะถะ อัปปะมัตตาฯ
    ยังกิญจิ วิตตัง อิธะ วา หุรัง วา
สัคเคสุ วา ยัง ระตะนัง ปะณีตัง
นะ โน สะมัง อัตถิ ตะถาคะเตนะ
อิทัมปิ พุทเธ ระตะนัง ปะณีตัง
เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุฯ
    ขะยัง วิราคัง อะมะตัง ปะณีตัง
ยะทัชฌะคา สัก๎ยะมุนี สะมาหิโต
นะ เตนะ ธัมเมนะ สะมัตถิ กิญจิ
อิทัมปิ ธัมเม ระตะนัง ปะณีตัง
เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุฯ
    ยัมพุทธะเสฏโฐ ปะริวัณณะยี สุจิง
สะมาธิมานันตะริกัญญะมาหุ
สะมาธินา เตนะ สะโม นะ วิชชะติ
อิทัมปิ ธัมเม ระตะนัง ปะณีตัง
เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุฯ
    เย ปุคคะลา อัฏฐะ สะตัง ปะสัฏฐา
จัตตาริ เอตานิ ยุคานิ โหนติ
เต ทักขิเณยยา สุคะตัสสะ สาวะกา
เอเตสุ ทินนานิ มะหัปผะลานิ
อิทัมปิ สังเฆ ระตะนัง ปะณีตัง
เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุฯ
    เย สุปปะยุตตา มะนะสา ทัฬ๎เหนะ
นิกกามิโน โคตะมะสาสะนัมหิ
เต ปัตติปัตตา อะมะตัง วิคัยหะ
ลัทธา มุธา นิพพุติง ภุญชะมานา
อิทัมปิ สังเฆ ระตะนัง ปะณีตัง
เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุฯ
    ยะถินทะขีโล ปะฐะวิง สิโต สิยา
จะตุพภิ วาเตภิ อะสัมปะกัมปิโย
ตะถูปะมัง สัปปุริสัง วะทามิ
โย อะริยะสัจจานิ อะเวจจะ ปัสสะติ
อิทัมปิ สังเฆ ระตะนัง ปะณีตัง
เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุฯ
    เย อะริยะสัจจานิ วิภาวะยันติ
คัมภีระปัญเญนะ สุเทสิตานิ
กิญจาปิ เต โหนติ ภุสัปปะมัตตา
นะ เต ภะวัง อัฏฐะมะมาทิยันติ
อิทัมปิ สังเฆ ระตะนัง ปะณีตัง
เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุฯ
    สะหาวัสสะ ทัสสะนะสัมปะทายะ
ตะยัสสุ ธัมมา ชะหิตา ภะวันติ
สักกายะทิฏฐิ วิจิกิจฉิตัญจะ
สีลัพพะตัง วาปิ ยะทัตถิ กิญจิ
จะตูหะปาเยหิ จะ วิปปะมุตโต
ฉะ จาภิฐานานิ อะภัพโพ กาตุง
อิทัมปิ สังเฆ ระตะนัง ปะณีตัง
เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุฯ
    กิญจาปิ โส กัมมัง กะโรติ ปาปะกัง
กาเยนะ วาจายุทะ เจตะสา วา
อะภัพโพ โส ตัสสะ ปะฏิจฉะทายะ
อะภัพพะตา ทิฏฐะปะทัสสะ วุตตา
อิทัมปิ สังเฆ ระตะนัง ปะณีตัง
เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุฯ
    วะนัปปะคุมเพ ยะถา ผุสสิตัคเค
คิมหานะมาเส ปะฐะมัส๎มิง คิมเห
ตะถูปะมัง ธัมมะวะรัง อะเทสะยิ
นิพพานะคามิง ปะระมัง หิตายะ
อิทัมปิ พุทเธ ระตะนัง ปะณีตัง
เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุฯ
    วะโร วะรัญญู วะระโท วะราหะโร
อะนุตตะโร ธัมมะวะรัง อะเทสะยิ
อิทัมปิ พุทเธ ระตะนัง ปะณีตัง
เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุฯ
    ขีณัง ปุราณัง นะวัง นัตถิ สัมภะวัง
วิรัตตะจิตตายะติเก ภะวัส๎มิง
เต ขีณะพีชา อะวิรุฬ๎หิฉันทา
นิพพันติ ธีรา ยะถายัมปะทีโป
อิทัมปิ สังเฆ ระตะนัง ปะณีตัง
เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุฯ

คำแปล

    (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า) ภูตทั้งหลาย ทั้งที่อยู่บนพื้นดินและในอากาศ ที่มาประชุมกัน ณ ที่นี้ จงมีน้ำใจอันดี เชิญสดับคำกล่าวต่อไปนี้โดยเคารพ
    ภูตทั้งหลายเอย พวกท่านจงฟัง จงสร้างมิตรไมตรีกับมนุษย์ทั้งหลาย พวกมนุษย์เหล่าใดนำพลีกรรมมาบวงสรวงในกลางวันและกลางคืน ท่านทั้งหลายจงรักษาคุ้มครองมนุษย์เหล่านั้น โดยไม่ประมาท
    ทรัพย์อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือรัตนะประณีตอันใดในโลกนี้และโลกอื่น หรือในสรวงสวรรค์ทุกชั้น ทรัพย์หรือรัตนะนั้นจะเสมอเหมือนพระตถาคตไม่มีเลย รัตนะคือพระพุทธเจ้า เป็นของประณีตเช่นนี้ ด้วยสัจจะข้อนี้ ขอความสวัสดีจงมี
     พระธรรมใดที่ปราศจากกิเลส ปราศจากราคะ เป็นอมตะ ประณีตที่พระศากยมุนีพุทธเจ้าทรงมีจิตเป็นสมาธิบรรลุแล้ว พระธรรมนั้นหามีสิ่งใดๆ เสมอเหมือนไม่ รัตนะคือพระธรรม เป็นของประณีตเช่นนี้ ด้วยสัจจะข้อนี้ ขอความสวัสดีจงมี
    สมาธิใดที่พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐตรัสสรรเสริญว่าเป็นอานันตริกสมาธิ หามีสมาธิอื่นใดเสมอเหมือนไม่ รัตนะคือพระธรรม เป็นของประณีตเช่นนี้ ด้วยสัจจะข้อนี้ ขอความสวัสดีจงมี
    พระอริยบุคคล ๘ ที่สัตบุรุษสรรเสริญ จัดเป็น ๔ คู่ ท่านเหล่านั้น เป็นสาวกของพระสุคตเจ้า ควรแก่การทำบุญ ทานที่ถวายแด่พระอริยบุคคล ๘ นั้น มีผลมาก รัตนะคือพระสงฆ์ เป็นของประณีตเช่นนี้ ด้วยสัจจะข้อนี้ ขอความสวัสดีจงมี
    พระอริยบุคคลเหล่าใดในศาสนาของพระโคตมพุทธเจ้า มีความขยันขวนขวายด้วยดี มีจิตมั่นด้วยสมาธิ ไม่มีความใคร่ พระอริยบุคคล เหล่านั้นได้บรรลุอรหัต บรรลุอมตธรรม ได้เสวยความดับกิเลสโดยเปล่าๆ (โดยไม่ต้องซื้อหา) รัตนะคือพระสงฆ์ เป็นของประณีตเช่นนี้ ด้วย  สัจจะข้อนี้ ขอความสวัสดีจงมี
    สัตบุรุษ (คือพระโสดาบัน) ผู้หยั่งรู้อริยสัจ เราตถาคตกล่าวว่า เป็นผู้มีความเห็นไม่คลอนแคลน ดุจดังเสาหลักเมืองที่ฝังลงดินลึก ลมพัดมาจากทิศทั้ง ๔ ไม่อาจทำให้ขยับเขยื้อนได้ฉะนั้น รัตนะคือพระสงฆ์ เป็นของประณีตเช่นนี้ ด้วยสัจจะข้อนี้ ขอความสวัสดีจงมี
    พระอริยบุคคลผู้เห็นแจ้งอริยสัจ ๔ ที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ดีแล้ว แม้จะยังเป็นผู้ประมาทโดยมาก ย่อมมาเกิดอีกอย่างมาก ๗ ชาติ รัตนะ คือพระสงฆ์ เป็นของประณีตเช่นนี้ ด้วยสัจจะข้อนี้ ขอความสวัสดีจงมี
    พร้อมกับการบรรลุโสดาปัตติมรรค พระโสดาบันละสังโยชน์ได้ ๓ ประการ คือ สักกายทิฐิ (ความยึดมั่นในตัวตน) วิจิกิจฉา (ความลังเลสงสัย) สีลัพพตปรามาส (ความยึดมั่นในศีลและพรต) เป็นผู้พ้นจากอบาย ๔ (คือ นรก เปรต อสุรกาย กำเนิดสัตว์เดรัจฉาน) และไม่ทำอนันตริยกรรม ๖ (คือ ฆ่าพ่อ ฆ่าแม่ ฆ่าพระอรหันต์ ทำร้ายพระพุทธเจ้าจนพระโลหิตห้อขึ้น ทำสงฆ์ให้แตกกัน และไปนับถือศาสนาอื่น) รัตนะคือพระสงฆ์ เป็นของประณีตเช่นนี้ ด้วยสัจจะข้อนี้ ขอความสวัสดีจงมี
    พระโสดาบัน แม้จะทำชั่วด้วยกาย วาจา หรือใจอยู่บ้างก็จะไม่ปิดบังกรรมชั่วที่ทำ ไว้ เพราะเป็นผู้เห็นทางพระนิพพานแล้ว พระพุทธเจ้าตรัสว่า ไม่อาจปิดบังกรรมชั่วของตนไว้ได้ รัตนะคือพระสงฆ์ เป็นของประณีตเช่นนี้ ด้วยสัจจะข้อนี้ ขอความสวัสดีจงมี
    พุ่มไม้ใหญ่ในป่า ผลิดอกออกใบ แตกกิ่งก้านงามในเดือน ๕ ของฤดูร้อนฉันใด พระตถาคตทรงแสดงพระธรรมอันประเสริฐให้แตกกิ่งก้านสาขา ชี้ทางนำไปสู่พระนิพพานเพื่อประโยชน์แก่สัตว์ทั้งหลายฉันนั้น รัตนะคือพระสงฆ์ เป็นของประณีตเช่นนี้ ด้วยสัจจะข้อนี้ ขอความสวัสดีจงมี
    พระตถาคตผู้ประเสริฐ ผู้รู้พระนิพพานอันประเสริฐ ผู้ให้ธรรมอันประเสริฐ ผู้นำมาซึ่งมรรคอันประเสริฐ ไม่มีผู้อื่นประเสริฐกว่า ได้ทรงแสดงธรรมอันประเสริฐ รัตนะคือพระพุทธเจ้า เป็นของประณีตเช่นนี้ด้วยสัจจะข้อนี้ ขอความสวัสดีจงมี
    อริยบุคคลเหล่าใด มีกรรมเก่าสิ้นแล้ว กรรมใหม่จะให้เกิดอีกครั้งหนึ่งก็ไม่มี มีจิตปราศจากความกำหนัดยินดีในภพต่อไป พระอริยบุคคลเหล่านั้นสิ้นเงื่อนไขที่จะให้เกิดอีกแล้ว ไม่มีฉันทะที่เป็นเชื้อให้งอกงามได้อีก เป็นผู้มีปัญญาดับสนิทเหมือนดวงประทีปดวงนี้ รัตนะคือ
พระสงฆ์ เป็นของประณีตเช่นนี้ ด้วยสัจจะข้อนี้ ขอความสวัสดีจงมี

เลื่อนบทสวดอัตโนมัติ